ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบคมนาคมอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางแบบอัตโนมัติ ( Electronic Toll Collection: ETC) ภายใต้การติดตั้งระบบจัดเก็บค่าผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น (Multi-Lane Free Flow: MLFF) หรือ “M-Flow” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบคมนาคมไทยสู่มาตรฐานสากลโครงสร้างพื้นฐานของระบบดังกล่าวกำลังพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มการคมนาคมขนส่งแบบมัลติฟังก์ชันรองรับการใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความปลอดภัย และระบบขนส่งอัจฉริยะ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ คือการผสานเทคโนโลยี AI ร่วมกับระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (Automatic License Plate Recognition: ALPR) และ RFID เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถจัดเก็บค่าผ่านทางได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดรถ ช่วยลดปัญหาคอขวดบริเวณหน้าด่าน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศ

นอกเหนือจากการจัดเก็บค่าผ่านทาง โครงสร้างพื้นฐาน M-Flow ยังสามารถต่อยอดสู่โซลูชันอัจฉริยะอื่น ๆ ได้ เช่น ระบบชั่งน้ำหนักรถขณะเคลื่อนที่ (Weigh-in-Motion: WIM) เพื่อควบคุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินแบบเรียลไทม์ การนำข้อมูลเชิงสถิติที่เก็บได้มาวิเคราะห์ เพื่อลดความเสียหายของโครงสร้างถนน และการกำกับและติดตามรถบรรทุกที่น้ำหนักเกิน แนวทางดังกล่าวช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถเปลี่ยนผ่านจากการบังคับใช้กฎหมายแบบตั้งด่าน ไปสู่การกำกับดูแลเชิงรุกด้วยการติดตามรถบรรทุกที่น้ำหนักเกินจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการใช้รถและถนน
ในระยะยาว ระบบ M-Flow ได้รับการพัฒนาให้รองรับเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต โดยสถาปัตยกรรมของระบบถูกออกแบบให้สามารถขยายและผสานรวมกับเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐาน 5G ในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่น ผ่านการใช้ AI ในการตรวจจับและประมวลผลข้อมูลทะเบียนรถและพฤติกรรมการจราจร ขณะที่เครือข่าย 5G ช่วยรองรับการส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้การจัดเก็บค่าผ่านทางมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมวางรากฐานสู่โซลูชันการเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Cellular Vehicle-to-Everything (C-V2X) ที่เปิดให้ยานพาหนะ โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายสามารถสื่อสารกันแบบเรียลไทม์ สนับสนุนความพร้อมด้านรถยนต์ไร้คนขับ ยกระดับความปลอดภัยทางถนน และการบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ ทั้งนี้ FETC International เชื่อว่า C-V2X และโซลูชันด้านการเชื่อมต่อที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายเชิงนโยบายด้าน Cooperative Intelligent Transport Systems (C-ITS) ของประเทศไทย

ที่ผ่านมา FETC International ได้แสดงศักยภาพผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ETC Dual Mode Tolling ซึ่งผสานการทำงานของ 5G-V2X PC5 และ RFID ในระบบเก็บค่าผ่านทางแบบหลายช่องทางไร้ไม้กั้น โดยการทดสอบภาคสนามด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้งานจริง กล่าวคือ Roadside Units (RSUs) และ On-Board Units (OBUs) สามารถยืนยันการทำงานร่วมกันของระบบเก็บค่าผ่านทางแบบเชื่อมต่อและแบบดั้งเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทาง Dual Mode นี้ยังรองรับบริการเฉพาะบุคคลแบบเรียลไทม์ อาทิ การระบุตำแหน่งรถ, ข้อมูลธุรกรรมค่าผ่านทาง, ยอดคงเหลือ, การแจ้งเตือนจราจร รวมถึงข้อมูลสภาพถนนและสภาพอากาศ โดยผลการดำเนินงานจริงดังกล่าวสะท้อนความพร้อมของ FETC International ในการนำโซลูชัน C-V2X ไปปรับใช้ในวงกว้าง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ระบบคมนาคมอัจฉริยะที่เชื่อมต่ออย่างครบวงจร

“ด้วยประสบการณ์ในการดำเนินงานระบบเก็บค่าผ่านทางแบบ Multi-Lane Free Flow (MLFF) ขนาดใหญ่ทั่วไต้หวัน FETC International ได้นำความเชี่ยวชาญด้านระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมากว่า 20 ปี มาสนับสนุนการพัฒนาโครงการ M-Flow ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบแบบครบวงจร โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการดำเนินการระบบจัดค่าผ่านทาง M-Flow บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 (M81) บางใหญ่ – กาญจนบุรี ซึ่งได้เริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569” – นายเคนนี่ เฉิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟอีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า
บริษัท เอฟอีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยังคงมุ่งพัฒนาโซลูชันระบบขนส่งอัจฉริยะ (ITS) อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้ง ระบบ M-Flow บนทางหลวงพิเศษ หรือ มอเตอร์เวย์, โซลูชันระบบที่จอดรถอัจฉริยะ, ระบบศูนย์บริหารจัดการจราจร (Traffic Management Control System: TMCS) รวมถึงบริการ AI-ALPR บนคลาวด์และระบบเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
บริษัทพร้อมสนับสนุนโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างระบบการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอัจฉริยะในระยะยาว
“บริษัท เอฟอีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรระยะยาวในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทย โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลและประสบการณ์ระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน” นายเคนนี่ เฉิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟอีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าว
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fetci.com
“ไทยก้าวใหม่ Academy” จัดหลักสูตร Ai For All หนุนนโยบายเรียนฟรีตลอดชีวิต มุ่งUp Skill พัฒนาทุนมนุษย์รับมือยุค AI
กทม. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ จัดงาน "เทศกาลเด็กและเยาวชน" ชูแนวคิด "Youthlandtic" ดึงคนรุ่นใหม่ร่วมพัฒนาเมือง
ผบช.น. เป็นประธานพิธีปิดโครงการชุมชนยั่งยืน โมเดล “โรงงานยั่งยืน”